6 พฤษภาคม 2562

กัญชากับการเสพติดในวัยรุ่นตามทฤษฎี Gateway drug theory

กัญชามีสารประกอบ Cannabinoid มากกว่า 100 ชนิด สาร cannabinoid ที่ได้รับความสนใจในการศึกษาการใช้ประโยชน์ของกัญชาทางการแพทย์ได้แก่ THC (delta-9-tetrahydrocannabinol) และ CBD (Cannabidiol) โดย THC เป็นสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท (Psychoactive effects) ทำให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้ม มึนเมา และนำไปสู่การเสพติดได้ การใช้กัญชาที่มีส่วนประกอบของ THC เป็นหลัก (Predominant THC) ทำให้ผู้เสพประมาณร้อยละ 9 มีโอกาสติดกัญชา อัตราการเสพติดจะสูงขึ้นเป็นร้อยละ 17 หากเริ่มใช้ในวัยรุ่น และเพิ่มสูงถึงร้อยละ 25-50 หากใช้เป็นประจำต่อเนื่อง การหยุดใช้กัญชาสามารถก่อให้เกิดอาการถอน (withdrawal symptoms) เช่น กระสับกระส่าย วิตกกังวล นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร ซึมเศร้า หลักฐานทางวิชาการพบว่าการเสพติดกัญชาเกิดจากกระบวนการร่วมกันของ tolerance, physical dependence (withdrawal) และ psychological dependence
รูป marijuana-cannabis-hash-leaf-flora-3065621 จาก Pixabay.com

การเสพกัญชาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานทำให้เกิดภาวะ Cannabis amotivational syndrome หรือสภาวะเฉยชาต่อสิ่งแวดล้อมอันเนื่องมาจากกัญชาทำให้ขาดความสนใจกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวันและขาดความสามารถในการเรียนรู้สิ่งใหม่ มีสมมุติฐานว่าการได้รับ THC ในปริมาณสูงและยาวนานจะเกิดการ disrupted reward base learning ลดการหลั่ง dopamine ใน reward circuit นอกจากนั้นยังพบว่า anandamide (endogenous cannabinoid) และ CB1 recepter ลดลงด้วย

การเสพติดกัญชาเป็นจุดเริ่มสู่การเสพติดสารเสพติดอื่นตามทฤษฎี Gateway drug theory ซึ่งเป็นแนวคิดที่อธิบายถึงความสัมพันธ์ของการเริ่มใช้สารเสพติดชนิดหนึ่งนำไปสู่การใช้สารเสพติดชนิดอื่นๆ กล่าวคือการเริ่มต้นใช้ยาหรือสารเสพติดชนิดใดชนิดหนึ่งเช่น บุหรี่ แอลกอฮอลล์ หรือกัญชา จะนำไปสู่การใช้สารเสพติดที่มีความรุนแรงมากขึ้น เช่น เมตแอมเฟตามีน เฮโรอีน โคเคน ในภายหลังได้ โดยเฉพาะการเริ่มต้นใช้สารเสพติดในเด็กและวัยรุ่นจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการใช้สารเสพติดอื่นๆในอนาคต เนื่องจาก Gateway drug อย่างบุหรี่ แอลกอฮอล์ และกัญชาเป็นสารเสพติดที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าสารเสพติดผิดกฎหมายอื่นๆทำให้มีผู้ที่อยากรู้อยากลองโดยไม่ทันได้คิดถึงโทษของการเสพติด เริ่มต้นเสพคราวละน้อยๆและเพิ่มปริมาณมากขึ้นจนถึงขั้นเสพติดและมีความต้องการใช้สารเสพติดที่แรงขึ้น ดังนั้นการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดโดยมุ่งเน้นไปที่สารเสพติดตัวใดตัวหนึ่งจึงไม่เพียงพอ เพราะสารเสพติดทุกชนิดสามารถแสดงสมบัติเป็น Gateway drug ได้ การป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดจำเป็นต้องให้ความสนใจถึงปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ และปัญหาของบุคคลที่นำไปสู่การใช้ยาและสารเสพติดเหล่านั้นร่วมด้วย

การใช้กัญชาที่มี THC ในเด็กและวัยรุ่นซึ่งเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับพัฒนาการทางสมองและระบบประสาทซึ่งมีความไวต่อตัวกระตุ้นต่างๆมีโอกาสนำไปสู่ความผิดปกติจากการใช้กัญชา (Cannabis use disorder) และเกิดการเสพติด (Addiction) ได้ การใช้กัญชาในวัยเรียนมีผลเสียต่อสมาธิ ความจำ ผลการเรียน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจิตเภทในระยะยาว การศึกษาติดตามการใช้ยาและสารเสพติดของเด็กและวัยรุ่นในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า การมีความรู้ความเข้าใจถึงความเสี่ยงและอันตรายจากกัญชา ทัศนคติต่อการใช้และการเข้าถึงกัญชา มีผลต่ออัตราการใช้กัญชาในเด็กและวัยรุ่น กล่าวคือ ในช่วงเวลาที่เด็กและเยาวชนมีการรับรู้ถึงความเสี่ยงและผลเสียจากการใช้ตลอดจนการเข้าถึงกัญชาทำได้ยาก อัตราการใช้กัญชาจะต่ำ ในทางตรงกันข้ามการขาดการรับรู้เรื่องความเสี่ยงและการที่เยาวชนสามารถเข้าถึงการใช้ได้ง่าย อัตราการใช้กัญชาในเด็กและวัยรุ่นจะเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้ปกครองและครูที่ต้องเฝ้าระวังป้องปรามความอยากรู้อยากลองและต้องให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโทษของกัญชาในฐานะสารเสพติดแก่เด็กและเยาวชนต่อไป
NEXT ARTICLE Next Post
PREVIOUS ARTICLE Previous Post
NEXT ARTICLE Next Post
PREVIOUS ARTICLE Previous Post
 

Delivered by FeedBurner