17 เมษายน 2562

กรณีศึกษา การเปิดเสรีการใช้กัญชาทางการแพทย์และการปลูกกัญชงในสหรัฐอเมริกา

การเปิดเสรีกัญชาเริ่มเป็นที่พูดถึงอย่างมากในประเทศไทยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ แต่ในหลายประเทศทั่วโลกได้มีการสนับสนุนให้เปิดเสรีการใช้กัญชาทั้งเพื่อการแพทย์และใช้เพื่อการผ่อนคลายมานานแล้ว ตัวอย่างประเทศที่มีนโยบายสนับสนุนกัญชาเสรีได้แก่ สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ และอุรุกวัย เป็นต้น โดยสหรัฐอเมริกาอนุญาตให้มีการใช้กัญชาทางการแพทย์ใน 33 รัฐ จากทั้งหมด 50 รัฐทั่วประเทศ และมี 10 รัฐที่อนุญาตให้ครอบครองกัญชาและใช้เพื่อการผ่อนคลาย ได้แก่ อะแลสกา แคลิฟอร์เนีย วอชิงตัน โคโลราโด โอเรกอน แมสซาชูเซตส์ เมน และเนวาดา เป็นต้น โดยยังมีแนวโน้มที่จะเปิดให้มีการใช้กัญชาในทางการแพทย์เพิ่มขึ้นอีกหลายรัฐในอนาคต



ตามกฎหมายของสหรัฐที่บังคับใช้ทั่วประเทศ (Federal law) นั้น กัญชงและกัญชาถูกจัดอยู่ใน Schedule I ตาม Controlled Substances Act (1970) นั่นคือ เป็นสารที่มีความเสี่ยงต่อการเสพติดสูงและไม่มีข้อบ่งใช้ในทางการแพทย์ การครอบครองกัญชาจึงถือว่าผิดกฎหมาย เว้นแต่เพื่อการวิจัยที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา อย่างไรก็ตามในกฎหมายระดับมลรัฐ (state law) ได้มีการออกกฎหมายเพื่ออนุญาตให้ใช้หรือครอบครองกัญชาได้ในบางมลรัฐ หรือออกเป็นมาตรการ decriminalisation

แนวโน้มการเปิดเสรีการใช้กัญชาในสหรัฐอเมริกามีมากขึ้นและยิ่งชัดเจนในปี ค.ศ. 2009 หลังอัยการสูงสุดได้ให้ความเห็นว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาจะไม่ให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก (priority) ในการลงโทษหรือปราบปรามผู้ที่ใช้และครอบครองกัญชาเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ หากการใช้นั้นสอดคล้องกับแนวทางที่ระบุไว้ในกฎหมายของแต่ละรัฐ

ในขณะที่กัญชงได้มีการกำหนดข้อยกเว้นไว้ใน Agricultural Act of 2014 ซึ่งระบุว่า มหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานของรัฐสามารถปลูกกัญชงได้หากเป็นไปเพื่อการวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพในเชิงอุตสาหกรรม (research into industrial potential)

หลังจากที่มีการประกาศนโยบายเสรีการใช้กัญชาด้วยหวังว่ากัญชาจะทำให้ผู้ที่มีแนวโน้มเป็นผู้เสพยาจะเสพสารเสพติดอื่นน้อยลงแต่กลายเป็นว่าอัตราการเสพสารเสพติดไม่ได้ลดลงแต่ยังเป็นการเพิ่มจำนวนผู้เสพรายใหม่โดยเฉพาะวัยรุ่นที่อยู่ในช่วงอยากรู้อยากลองมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบรายงานการฆ่าตัวตายสำเร็จเนื่องจากการใช้กัญชาเพิ่มขึ้นทำให้ปัญหาอาชญากรรมเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวทั้งการโจรกรรมและการใช้ความรุนแรง ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการควบคุม จำกัดสิทธิ์การใช้กัญชาอย่างถูกวิธีและเหมาะสมต่อไป

NEXT ARTICLE Next Post
PREVIOUS ARTICLE Previous Post
NEXT ARTICLE Next Post
PREVIOUS ARTICLE Previous Post
 

Delivered by FeedBurner