19 เมษายน 2562

ถอดบทเรียนนโยบายกัญชาจากต่างประเทศสู่การเปิดเสรีการใช้กัญชาในประเทศไทย

จากการศึกษานโยบายสนับสนุนให้มีการใช้กัญชาทางการแพทย์ รวมถึงการอนุญาตให้มีการปลูกกัญชา จำหน่ายและใช้กัญชาเพื่อการบำบัดและผ่อนคลายในหลายประเทศ เราจะเห็นได้ว่าในประเทศที่มีการเปิดกว้างเรื่องการใช้กัญชาอย่างสหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ อุรุกวัยและอีกหลายๆประเทศ ยังต้องใช้เวลาในการเตรียมการอย่างยาวนานในการศึกษาถึงความเป็นไปได้ ประโยชน์และโทษภัยของกัญชาที่ส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม และยังต้องการข้อมูลพิสูจน์ยืนยันทางวิชาการเกี่ยวกับประโยชน์ที่แท้จริงของกัญชาอีกมาก 



ที่ผ่านมางานวิจัยเกี่ยวกับการใช้กัญชาทางการแพทย์ในต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นการทำการศึกษาระยะสั้นในกลุ่มอาสาสมัครขนาดเล็ก ข้อมูลที่ได้จึงเป็นเพียงการเฝ้าสังเกตและจดบันทึกอาการความรู้สึกของผู้ป่วยก่อนและหลังการได้รับยาที่มีส่วนประกอบของสารที่พบในกัญชาเทียบกับยาหลอก ประเทศไทยยังขาดเจ้าภาพที่เป็นหน่วยงานของรัฐช่วยอำนวยความสะดวกในการวิจัย เนื่องจากที่ผ่านมาตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พุทธศักราช 2522 กัญชาจัดเป็นสารเสพติดประเภทที่ 5 ผู้มีไว้ในครอบครองมีความผิดตามกฎหมายในประเทศและข้อตกลงระหว่างประเทศ ทำให้ไม่เคยมีผลงานวิจัยการทดลองใช้กัญชาทางการแพทย์อย่างจริงจังในประเทศ อาศัยเพียงข้อมูลทบทวนการศึกษาที่เคยมีในต่างประเทศ ซึ่งล่าสุดเมื่อมีการแก้ไขกฎหมายตามประกาศพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พุทธศักราช 2562 ให้สามารถทดลองและใช้กัญชาทางการแพทย์ได้จึงนับเป็นข่าวดีที่จะได้มีการศึกษาการนำกัญชาไปใช้ในทางการแพทย์อย่างจริงจังและเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่จะได้มีทางเลือกในการช่วยรักษาอาการเจ็บป่วยจากการเข้ารับเคมีบำบัดในผู้ป่วยโรคมะเร็ง รวมถึงเป็นโอกาสของผู้ป่วยโรคทางระบบประสาทและอื่นๆที่จะได้รับประโยชน์ในการรักษาและการใช้ยาจากส่วนประกอบของกัญชาอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับกัญชานี้หลายประเทศมีแนวทางกระทำกันอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยมักคงกฎหมายหลักไว้ตัวอย่างเช่น federal law ของสหรัฐอเมริกา แต่จะมีการปรับแก้เฉพาะในส่วนของกฎหมายเกี่ยวกับสารเสพติดเฉพาะพื้นที่หรือในระดับมลรัฐเท่านั้น เพื่ออนุญาตให้มีการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ แต่วิธีการนี้ไม่สามารถนำมาใช้ในประเทศไทยเพราะประเทศไทยใช้ระบบกฎหมายเดียวทั้งประเทศ แต่สิ่งที่ประเทศไทยจะเรียนรู้ได้จากการดำเนินนโยบายกัญชาของสหรัฐอเมริกา คือ การแก้กฎหมายเกี่ยวกับสารเสพติดไม่ใช่ทางออกเดียวเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงการบังคับใช้กฎหมายให้มีความเข้มงวดและต้องให้ความใส่ใจในรายละเอียดเป็นอย่างมาก ทั้งความปลอดภัยจากการใช้กัญชา การควบคุมพื้นที่ จำนวนผู้ปลูกกัญชา ผู้ประกอบการ และผู้ใช้กัญชารวมถึงการบำบัดผู้เสพยาและปัญหาอาชญากรรมที่จะตามมาอีกด้วย

เมื่อมีการพูดถึงนโยบายเกี่ยวกับกัญชา เราจำเป็นต้องมากำหนดขอบเขตของการอภิปรายให้ชัดเจนว่าเป็นเรื่องการใช้กัญชาในทางการแพทย์ หรือการเปิดเสรีการใช้กัญชาเพื่อการผ่อนคลายกันแน่ เนื่องจากวัตถุประสงค์การใช้กัญชาต่างกันชัดเจน การใช้กัญชาเพื่อทางการแพทย์ได้มีการยอมรับว่ายาที่ผลิตจากสารประกอบในกัญชาช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัดลดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้จริง แต่การเปิดเสรีการใช้กัญชาเพื่อการผ่อนคลายอาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เนื่องจากการเสพกัญชาถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเสพสารเสพติดอื่นต่อไป ผู้เสพกัญชาต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานๆมีแนวโน้มว่าจะลองเสพสารเสพติดอื่นที่แรงขึ้น 

Pinkasและคณะได้ทำการศึกษาในปีค.ศ.2016 พบว่าเมื่อมีการหยิบยกนโยบายการเปิดเสรีการใช้กัญชามาพูดถึง มักมีผู้สนับสนุนเป็นกลุ่มล็อบบี้ยิสต์หรือองค์กรที่มีส่วนได้เสียกับการเปิดเสรีการใช้กัญชา กลุ่มผู้เสพสารเสพติดอยู่เดิมและกลุ่มผู้มีแนวโน้มว่าอยากจะลองเสพกัญชา ซึ่งล้วนเป็นคนละประเด็นกับการใช้กัญชาในทางการแพทย์ หากเป็นประเด็นเรื่องการใช้กัญชาในทางการแพทย์แล้ว Pinkasและคณะเสนอว่า พึงจำกัดให้เป็นการอภิปรายในหมู่ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเท่านั้น เนื่องจากการใช้ยาทุกชนิดกับผู้ป่วยต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และผู้ป่วยแต่ละรายมีเงื่อนไขในการใช้ยาต่างกันออกไป ไม่ควรถึงขั้นเปิดเสรีให้ผู้ป่วยหาซื้อยากัญชากันเองได้ตามร้านขายยา

แม้มีหลักฐานที่เชื่อได้ว่ากัญชามีประโยชน์ในทางการแพทย์ แต่ตัวยาจากกัญชาเองก็ไม่พึงได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าสู่ตลาดยาเหนือกว่ายาชนิดอื่นๆ ในการผลิตและการนำยาตัวหนึ่งๆออกสู่ตลาดในประเทศไทยนั้นต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายหลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ยาที่ออกมานั้นจะมีคุณภาพและได้มาตรฐานตามหลักสากล เช่น มีหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตยา (Good Manufacturing Practice – GMP) มีหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการศึกษาทางคลินิก (Good Clinical Practice – GCP) และมีหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการศึกษาทางห้องปฏิบัติการ (Good Laboratory Practice – GLP) หรือหากแม้จะใช้กัญชาในทางการแพทย์แผนไทยก็ต้องผ่านการศึกษาวิจัยให้ครบถ้วนในองค์ความรู้แห่งศาสตร์ของแพทย์แผนไทยและขึ้นทะเบียนตำรับให้ถูกต้องเสียก่อน รวมถึงมีมาตรการการควบคุมการใช้ที่เหมาะสม ป้องกันการปนเปื้อนจากยาอื่นๆที่อาจก่ออันตราย เช่น สารสเตียรอยด์ ซึ่งยังพบเป็นปัญหาอยู่มากในยาแผนไทยที่พบบ่อยในยาลูกกลอน ยาน้ำสมุนไพร และยาชุดที่จำหน่ายทั่วไปตามท้องตลาด ซึ่งประเด็นนี้นับเป็นช่องว่างความรู้ที่สำคัญที่พึงมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป

NEXT ARTICLE Next Post
PREVIOUS ARTICLE Previous Post
NEXT ARTICLE Next Post
PREVIOUS ARTICLE Previous Post
 

Delivered by FeedBurner