20 เมษายน 2562

33 ประเทศที่อนุญาตให้มีการใช้กัญชาทางการแพทย์ ประเทศไหนเสพกัญชาได้ไม่ผิดกฏหมาย

การใช้ประโยชน์จากกัญชาทางการแพทย์กำลังได้รับความสนใจและเป็นที่พูดถึงอย่างมากในประเทศไทย สำหรับในต่างประเทศเองก็ได้มีการศึกษาถึงประโยชน์ของกัญชาเกี่ยวกับการช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัด การช่วยลดอาการปวดในผู้ป่วยโรคไขข้ออักเสบรุนแรง การเพิ่มความอยากอาหารในผู้ป่วยเอดส์ที่มีน้ำหนักตัวลดลงอย่างมาก  การช่วยบรรเทาอาการผู้ป่วยโรคลมชัก หอบหืดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาตามแนวทางการรักษาปกติ รวมถึงการช่วยรักษาผู้ป่วยโรคทางระบบประสาทเช่น ผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งที่มีภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง ผู้ป่วยที่มีอาการปวดเส้นประสาท พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ เป็นต้น


รูป green-grass-ganja-maria-cannabis-1648353 จาก Pixabay.com

ปัจจุบันมีกว่า 33 ประเทศทั่วโลกที่อนุญาตให้มีการใช้กัญชาทางการแพทย์อย่างถูกกฏหมาย โดยมีอย่างน้อย 6 ประเทศที่อนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการได้ และที่น่าสนใจคือมี 2 ประเทศที่มีนโยบายกัญชาเสรีทั้งในทางการแพทย์และเพื่อการผ่อนคลาย อีกทั้งยังอนุญาตให้มีการจำหน่าย เคลื่อนย้าย เพาะปลูกและเก็บเกี่ยวกัญชาได้อย่างถูกต้องได้แก่ประเทศอุรุกวัย และแคนาดา และในอนาคตอาจมีเม็กซิโกเป็นประเทศที่ 3 ที่ประกาศนโยบายกัญชาเสรี ซึ่งปัจจุบันประเทศเม็กซิโกกำลังอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาผลักดันร่างกฏหมายให้มีการเปิดใช้กัญชาอย่างเสรีด้วยเช่นกัน ถึงแม้ว่าในอดีตกัญชาจะเคยถูกพิจารณาให้จัดอยู่ในหมวดหมู่ยาเสพติดให้โทษตามข้อตกลงระหว่างประเทศและกฏหมายของประเทศนั้นๆ การอนุญาตให้มีการใช้กัญชาในแต่ละประเทศยังคงมีรายละเอียดรวมทั้งระเบียบข้อบังคับที่แตกต่างกันไปตามบริบทของแต่ละพื้นที่และกฏหมายสูงสุดของประเทศ แม้แต่ในประเทศเดียวกันอย่างสหรัฐอเมริกาก็ยังคงมีนโยบายการใช้กัญชาที่ต่างกันไปในแต่ละรัฐด้วย

ประเทศที่อนุญาตให้มีการใช้กัญชาเพื่อเหตุผลทางการแพทย์ ปัจจุบันมีทั้งสิ้น 33 ประเทศ เรียงชื่อประเทศตามลำดับตัวอักษรไทย ได้แก่
กรีซ
แคนาดา
โครเอเชีย
โคลอมเบีย
จาเมกา
ชิลี
เช็ก
ซานมารีโน
ซิมบับเว
ไซปรัส
เดนมาร์ก
ตุรกี
นอร์เวย์
เนเธอร์แลนด์
เปรู
โปรตุเกส
โปแลนด์
ฟินแลนด์
มอลตา
มาซิโดเนีย
เยอรมนี
ลักเซมเบิร์ก
วานูอาตู
ศรีลังกา
สวิตเซอร์แลนด์
สหรัฐอเมริกา
สหราชอาณาจักร
ออสเตรเลีย
อาร์เจนตินา
อิตาลี
อิสราเอล
อุรุกวัย
แอฟริกาใต้

ซึ่งประเทศไทยก็กำลังเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีการพิจารณานำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์ด้วยเช่นกัน โดยนโยบายการใช้กัญชาทางการแพทย์ในแต่ละประเทศมีความเข้มงวดและรายละเอียดแตกต่างกันไปตามกฏหมายสูงสุดของประเทศนั้นๆ บางประเทศอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยลงทะเบียนและได้รับความยินยอมจากรัฐ มีใบรับรองแพทย์และใบสั่งยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงการใช้กัญชาต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของแพทย์เท่านั้น ยกตัวอย่างเช่นในประเทศฟินแลนด์ เยอรมนี สหราชอาณาจักร เป็นต้น บางประเทศอนุญาตให้จ่ายยากัญชาเฉพาะจำพวกน้ำมันกัญชาเช่นในสหราชอาณาจักร บางประเทศผู้ป่วยซื้อยากัญชาได้เฉพาะจากสถานที่จ่ายยาของรัฐบาล ไม่มีการจำหน่ายยาที่ผลิตมาจากส่วนประกอบของกัญชาในร้านขายยาหรือโรงพยาบาลเอกชนทั่วไปเช่นในประเทศจาเมกา ศรีลังกา ในบางประเทศอนุญาตให้ใช้กัญชาในการรักษาอาการเจ็บป่วยเฉพาะโรคเท่านั้น เช่น ไซปรัส ที่อนุญาตให้ใช้กัญชาเฉพาะการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง เป็นต้น ในขณะที่สหรัฐอเมริกาอนุญาตให้มีการใช้กัญชาเพื่อการรักษาโรคได้ใน 33 รัฐจากทั้งหมด 50 รัฐทั่วประเทศรวมถึงดินแดนที่อยู่ภายใต้การปกครองของสหรัฐฯ อย่างหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนา เปอร์โตริโก และกวม ซึ่งปัจจุบันยังมีอีกหลายรัฐที่อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาแต่ยังไม่อนุญาตให้มีการใช้กัญชาในทางการแพทย์



ประเทศที่อนุญาตให้มีการใช้กัญชาเพื่อการผ่อนคลายและสันทนาการ ปัจจุบันมีด้วยกันทั้งหมด 6 ประเทศได้แก่
แคนาดา
จอร์เจีย
ศรีลังกา
สเปน
อุรุกวัย
แอฟริกาใต้

ในจำนวนประเทศที่มีนโยบายอนุญาตให้มีการใช้กัญชาทางการแพทย์ได้นั้น มีเพียงไม่กี่ประเทศที่รัฐบาลอนุญาตให้สามารถใช้กัญชาเพื่อการผ่อนคลายและสันทนาการได้ รวมถึงในอีก 10 รัฐของสหรัฐอเมริกาเองที่อนุญาตให้มีการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการนอกเหนือจากการใช้กัญชาทางการแพทย์ได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม กัญชายังคงถือว่าเป็นสิ่งผิดกฎหมายภายใต้กฎหมายสูงสุดของประเทศ การบริโภคกัญชาต้องมีการจำกัดปริมาณการซื้อขายกัญชาต่อคนต่อปี และมีการกำหนดเกณฑ์อายุขั้นต่ำของผู้ซื้อเพื่อไม่ให้มีการจำหน่ายกัญชาอย่างเสรีมากจนเกินไป นอกจากนี้แต่ละประเทศก็จะมีรายละเอียดการควบคุมนโยบายกัญชาเพื่อการสันทนาการแตกต่างกันด้วย บางประเทศการครอบครองและการบริโภคกัญชาถือเป็นสิ่งถูกกฎหมายแต่ห้ามประชาชนทั่วไปกระทำการจำหน่ายกัญชา เช่นที่ประเทศจอร์เจียและแอฟริกาใต้ บางประเทศมีข้อห้ามเสพกัญชาในพื้นที่สาธารณะเช่นที่ประเทศสเปน บางประเทศอนุญาตให้การใช้กัญชาเพื่อการสันทนาการจำเป็นต้องซื้อกัญชาจากตัวแทนจำหน่ายของรัฐเท่านั้นและไม่อนุญาตการจำหน่ายให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่นที่ อุรุกวัย ส่วนเนเธอร์แลนด์ที่มีการอนุญาตให้จัดสถานที่ขายและเสพกัญชาได้ที่เรียกว่า Coffeeshop ก็ยังคงถือว่าการเสพกัญชาเพื่อการสันทนาการเป็นความผิดตามกฏหมายรวมถึงไม่ให้มีการจำหน่ายกัญชาแก่บุคคลต่างชาติเช่นกัน


ประเทศที่อนุญาตให้มีการบริโภคกัญชาได้อย่างเสรี ปัจจุบันมี 2 ประเทศได้แก่ อุรุกวัยและแคนาดา ที่รัฐบาลออกกฏหมายอนุญาตให้มีการบริโภคกัญชาได้อย่างเสรีทั้งในเชิงการแพทย์และเพื่อการสันทนาการ อนุญาตให้มีการจำหน่าย ครอบครอง เคลื่อนย้าย และเก็บเกี่ยวกัญชาได้อย่างถูกต้อง สามารถใช้กัญชาได้อย่างเสรีเต็มรูปแบบทั่วประเทศ โดยประเทศเม็กซิโกก็กำลังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาการเปิดเสรีกัญชาเป็นประเทศที่ 3 ด้วยเช่นกัน


จะเห็นได้ว่ามีหลายประเทศกำลังให้ความสำคัญกับการใช้ประโยชน์จากกัญชา ล่าสุดรัฐบาลไทยเองก็ได้ผลักดันการใช้กัญชาทางการแพทย์เข้าสู่วาระแห่งชาติ มีการประกาศใช้กฎหมายใหม่ที่อนุญาตให้สามารถใช้ประโยชน์จากกัญชาในทางการแพทย์ได้แล้วคือ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พุทธศักราช 2562 โดยมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้กำหนดกฏเกณฑ์และควบคุมอย่างน้อยเป็นระยะเวลา 5 ปีนับตั้งแต่มีการประกาศใช้ และจะมีการทบทวนกฎหมายฉบับนี้ใหม่ในอีก 5 ปีข้างหน้าว่าจะมีการอนุญาตเพิ่มเติม แก้ไขหรือปรับลดส่วนหนึ่งส่วนใดหรือไม่ เพราะอย่างไรก็ตามกัญชายังคงจัดอยู่ในกลุ่มสารเสพติดให้โทษที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาทและมีฤทธิ์ทำให้เกิดการเสพติดได้ การวิจัยในอดีตจนถึงปัจจุบันบ่งชี้ว่ากัญชามีผลเสียหลายประการ โดยเฉพาะผลเสียในระยะยาวต่อการทำงานของสมองและยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสพสิ่งเสพติดชนิดอื่น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเรื่องประโยชน์ทางการแพทย์ของกัญชาก็มีมากขึ้นหลังจากหลายประเทศมีนโยบายเปิดโอกาสให้มีการใช้กัญชาทางการแพทย์ แม้ที่ผ่านมาส่วนใหญ่งานวิจัยเกี่ยวกับกัญชาจะเป็นในการทดลองในห้องปฏิบัติการกับสัตว์ทดลองและงานวิจัยการใช้ประโยชน์ของกัญชาในมนุษย์ที่เคยมีเป็นเพียงการวิจัยระยะสั้นในกลุ่มอาสาสมัครขนาดเล็กโดยเปรียบเทียบผลการรักษากับยาหลอก แต่ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นงานวิจัยที่เป็นผลการทดลองการใช้ยากัญชาในมนุษย์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

บทเรียนจากต่างประเทศที่สำคัญคือ การปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับกัญชามักทำในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป และควรมีการวางมาตรการป้องกันอย่างรัดกุมเพื่อป้องกันการใช้กัญชาในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ เนื่องจากอาจมีผู้เสพกัญชารายใหม่เพิ่มขึ้นจากความอยากรู้อยากลอง หากประเทศไทยจะดำเนินนโยบายที่เกี่ยวกับกัญชาในทิศทางดังกล่าว การรแยกประเด็นอภิปรายเรื่องการเปิดเสรีกัญชาออกจากการใช้กัญชาทางการแพทย์จึงมีความสำคัญเพื่อป้องกันความสับสนของสังคม และควรมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ความหมายของการใช้กัญชาทางการแพทย์ที่ถูกต้อง รวมถึงภาครัฐต้องให้การสนับสนุนการวิจัยการใช้ยากัญชาในผู้ป่วยคนไทยให้มีงานวิจัยถึงผลดีผลเสียของการใช้กัญชาในการรักษาโรคมากขึ้น และพึงประเมินขีดความสามารถในการกำกับดูแลการใช้กัญชาเพื่อให้การดำเนินนโยบายที่เกี่ยวกับกัญชาเกิดประโยชน์สูงสุด และลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาตามมาในสังคมให้น้อยที่สุด
NEXT ARTICLE Next Post
PREVIOUS ARTICLE Previous Post
NEXT ARTICLE Next Post
PREVIOUS ARTICLE Previous Post
 

Delivered by FeedBurner