21 เมษายน 2562

น้ำมันกัญชา อันตรายถึงชีวิต หากใช้ผิดวิธี

ปัจจุบันมีผู้ใช้น้ำมันกัญชาด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าน้ำมันกัญชาสามารถรักษาได้ทุกโรค เนื่องจากมีผู้ลักลอบผลิต นำเข้าและจำหน่ายน้ำมันกัญชาอย่างผิดกฏหมายในอินเตอร์เน็ทหลายรายบรรยายสรรพคุณเกินจริงว่า น้ำมันกัญชาสามารถใช้รักษาโรคได้ทุกชนิดทั้งมะเร็ง เบาหวาน ไขมัน ความดัน โรคซึมเศร้า อัลไซเมอร์ พาร์กินสันฯลฯ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วน้ำมันกัญชาไม่ได้มีสรรพคุณในการรักษาโรคดังกล่าวเลย การซื้อน้ำมันกัญชามาใช้เองโดยขาดข้อบ่งชี้การใช้กัญชาทางการแพทย์ อีกทั้งไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของกัญชาไปถึงขั้นตอนการผลิตได้ ทำให้ได้น้ำมันกัญชาคุณภาพต่ำไม่มีสรรพคุณเพียงพอในการช่วยการรักษาแต่กลับทำให้ผู้ใช้น้ำมันกัญชาเกิดผลข้างเคียงอย่างรุนแรง โดยผลข้างเคียงจากการใช้น้ำมันกัญชาที่พบบ่อยคือมีอาการหน้ามืด ใจสั่น ความดันตก เวียนศรีษะ ปากแห้ง อารมณ์เปลี่ยนแปลง บางคนอาจถึงขั้นมีอาการทางจิตประสาท ซึมเศร้า หวาดระแวง จนถึงขั้นประสาทหลอนได้


รูป hemp-cannabis-seeds-grains-healthy-2258608 จาก Pixabay.com

ตามกฎหมายปัจจุบัน กัญชายังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มสารเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 ซึ่งล่าสุดได้มีการอนุญาตให้สถาบันหรือองค์กรทางสาธารณสุขสามารถจัดจ้างบุคคลปลูกกัญชาเพื่อนำมาใช้ในงานวิจัยและใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ได้ และได้มีการออกระเบียบนิรโทษกรรมในเบื้องต้นให้ผู้ป่วยที่ความจำเป็นต้องใช้กัญชาเพื่อการรักษา สามารถครอบครองกัญชาเพื่อใช้รักษาโรคที่มีอยู่เดิมเฉพาะตัวให้เพียงพอใช้ได้ใน 90 วัน ถ้ามียากัญชาไว้ในครอบครองมากกว่าปริมาณที่ต้องใช้ในช่วงเวลาดังกล่าวจะต้องส่งกัญชาส่วนเกินให้ทางราชการเพื่อทำลายทิ้งทันที หลังจากนี้ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้กัญชาเพื่อการรักษา จะต้องใช้กัญชาที่ได้รับการปลูกหรือนำเข้าตัวยาหรือสารประกอบตัวยาจากกัญชาที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น การลักลอบปลูกกัญชาเพื่อใช้เองหรือเพื่อมีไว้เพื่อการจำหน่ายถือว่ามีความผิดทางกฎหมายรวมถึงการซื้อขายน้ำมันกัญชาหรือสารประกอบกัญชาอีกด้วย ผู้ป่วยควรศึกษารายละเอียดประกาศข้อกฏหมายที่จะมีเพิ่มเติมออกมาหลังจากนี้ การปลดล็อคกัญชาที่เป็นข่าวอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่แบบ ใครใคร่ปลูกกัญชา ปลูก ใครใคร่เสพกัญชา เสพ เพราะกัญชาไม่ว่าจะปลูก ครอบครอง มีไว้เพื่อเสพหรือขายก็ยังถือว่ามีความผิดตามกฏหมายทั้งสิ้น


เมื่อเสพกัญชาแล้วจะเป็นอย่างไร
อาการของผู้เสพกัญชาและปฏิกิริยาที่ตอบสนองต่อกัญชาของแต่ละคนไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับช่องทางการเสพและปริมาณความเข้มข้นของสาร THC (delta-9-tetrahydrocannabinol) และ Cannabidiol (CBD) ที่พบได้ในกัญชา การเสพกัญชาที่พบบ่อยได้แก่วิธีการกินซึ่งมีทั้งกินใบกัญชาสด ต้มใบกัญชาแห้ง หรือทำเป็นเครื่องปรุงอาหาร การสูบกัญชา การพ่นและการหยอดน้ำมันกัญชา เป็นต้น

การเสพกัญชาโดยการกิน ไม่ว่าจะเป็นการกินกัญชาใบสด ใบแห้ง หรือเอาใบกัญชาไปต้มน้ำดื่มเป็นชากัญชาหรือผสมปรุงปนไปในอาหาร สาร delta-9-THC จากกัญชาจะถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายและพบในเลือดสูงอยู่ราว 1-6 ชม.หลังจากกินกัญชาเข้าไป และยังคงค้างอยู่ในร่างกายอีกนานหลายวันเนื่องจาก delta-9-THC มีค่าครึ่งชีวิตประมาณ 20-30 ชม. ที่สำคัญคือ สาร delta-9-THC ที่รับจากการกินจะไปแปลงสภาพที่ตับกลายเป็นสาร 11-OH-THC ซึ่งมีฤทธิ์ต่อสมองทำให้อารมณ์และการรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลงไป แต่เนื่องจากการเสพกัญชาโดยการกินนี้ผู้เสพไม่สามารถควบคุมกัญชาที่จะได้รับและปริมาณสาร delta-9-THC ที่รับเข้าไปได้ เนื่องจากกัญชามีหลายสายพันธุ์แต่ละพันธ์ก็มีสารประกอบในปริมาณที่แตกต่างกัน เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วไม่ทราบปริมาณสารที่เข้าไปจึงไม่สามารถคาดคะเนผลที่เกิดตามหลังจากการกินได้เช่นกัน ดังนั้นการเสพกัญชาโดยวิธีการกินจึงไม่ได้รับการยอมรับให้เป็นวิธีที่ใช้ในการวิจัยการใช้กัญชาทางการแพทย์ มีการวิจัยเพียงหนึ่งงานที่ให้อาสาสมัครทดลองกินกัญชาในช่วงได้รับยาเคมีบำบัดซึ่งผลการศึกษาพบว่าไม่เกิดประโยชน์ใดในทางคลินิก


การเสพกัญชาด้วยการสูบ วิธีนี้จะทำให้ร่างกายได้รับสาร delta-9-THC ที่รวดเร็วกว่าการกิน ระดับสารในเลือดขึ้นสูงภายใน 2-10 นาที และลดลงจากร่างกายอย่างรวดเร็วใน 30 นาที การเสพกัญชาด้วยการสูบทำให้ สาร delta-9-THC แปลงเป็นสาร 11-OH-THC ในระดับต่ำกว่าการกิน ดังนั้นงานวิจัยศึกษาการใช้กัญชาทางการแพทย์จึงใช้วิธีบริหารยาโดยการสูบกัญชาเป็นหลักเนื่องจากมีตัวแปรที่ทำให้ผลการทดลองคลาดเคลื่อนน้อยกว่าการกินกัญชาโดยตรง


การเสพกัญชาจากสารสกัดน้ำมันกัญชา เดิมคนไทยรู้จักกัญชาในนามของพืชสมุนไพรที่มีส่วนช่วยในการรักษาโรคตามศาสตร์แพทย์แผนไทย จึงได้มีการคิดค้นการสกัดน้ำมันกัญชาเพื่อให้ได้สารประกอบในกัญชาที่ต้องการมาทำเป็นยาและเชื่อว่ามีสรรพคุณในการรักษาโรค การสกัดกัญชาสามารถทำได้หลายวิธีขึ้นกับสารที่ใช้สกัด เช่นใช้น้ำเปล่า แอลกอฮอล์ หรือน้ำมัน เป็นต้น แต่ที่นิยมทำกันมากคือการสกัดกัญชาด้วยน้ำมันให้ได้เป็นน้ำมันกัญชา ซึ่งการสกัดแบบนี้สารสกัดจะมีสารสำคัญทั้ง 2 ชนิดคือ delta-9-THC และ Cannabidiol (CBD) ในสัดส่วนที่แตกต่างกัน ขึ้นกับสายพันธุ์กัญชา สูตรวิธีการสกัดและน้ำมันที่ใช้สกัดกัญชา

ในความจริงแล้ว น้ำมันกัญชาสกัดยังไม่มีงานวิจัยที่รับรองผลการรักษาในแง่ใดๆทั้งสิ้น ปัจจุบันพบการลักลอบขายน้ำมันกัญชาสกัดในFacebookทำให้มีผู้ป่วยบางรายหรือผู้ที่อยากรู้อยากลองได้ซื้อหาน้ำมันกัญชามาใช้กัน ซึ่งส่วนใหญ่เมือได้ลองใช้แล้วมักมีอาการข้างเคียงเช่นเวียนศรีษะ ใจสั่น หน้ามืด ความดันต่ำจนต้องเข้ามาพักรักษาตัวในโรงพยาบาลกันหลายราย บางรายทำให้อาการของโรคเดิมทรุดหนักขึ้น บางรายที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าแล้วหลงเชื่อคำโฆษณาสรรพคุณของน้ำมันกัญชาว่าใช้รักษาโรคซึมเศร้าได้อาจมีอาการแย่ลงจำเป็นต้องพบจิตแพทย์แผนกจิตเวชฉุกเฉิน ดังนั้นการใช้น้ำมันกัญชาก็ดี การใช้ยาที่มีสารประกอบกัญชาก็ดี ควรใช้ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ และใช้ในการดูแลของแพทย์แผนปัจจุบันหรือแพทย์แผนไทยเท่านั้น ไม่ควรไปหาซื้อน้ำมันกัญชามาใช้เอง เพราะขึ้นชื่อว่ายา ย่อมมีทั้งคุณและโทษ ใช้ไม่ถูกตัว ใช้ไม่ถูกวิธี ย่อมไม่เป็นผลดีต่อร่างกายแน่นอน
NEXT ARTICLE Next Post
PREVIOUS ARTICLE Previous Post
NEXT ARTICLE Next Post
PREVIOUS ARTICLE Previous Post
 

Delivered by FeedBurner