16 เมษายน 2562

การนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์อย่างเหมาะสม

ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่าการนำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์อย่างถูกวิธีมีส่วนช่วยในการรักษาโรคได้จริง โดยมีงานวิจัยในหลายประเทศสนับสนุนว่า สารประกอบ CBD ที่พบในกัญชามีส่วนช่วยบำบัด รักษาโรคและมีการทดลองใช้กัญชากับผู้ป่วยหลายกลุ่มอาการเช่น ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัดแล้วเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง ผู้ป่วยโรคทางระบบประสาทเช่น พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ ผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็งที่มีภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง ผู้ป่วยที่มีอาการปวดเส้นประสาท ผู้ป่วยโรคไขข้ออักเสบรุนแรง ผู้ป่วยโรคลมชัก หอบหืดที่รักษาด้วยวิธีการต่างๆแล้วไม่ได้ผล รวมถึงการใช้กัญชาเพื่อการบำบัดและผ่อนคลายในผู้ป่วยที่มีอาการซึมเศร้า 



รูป marijuana-leaves-cannabis-green-3678222 จาก Pixabay.com

จากการศึกษาพบว่าสารสกัด CBD ที่พบในกัญชามีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวของผู้ป่วยลงได้จริง แต่การนำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์จำเป็นต้องอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์เฉพาะราย เนื่องจากเหตุผลและแนวทางในการรักษาผู้ป่วยแต่ละรายแตกต่างกัน ผลกระทบและผลข้างเคียงที่เกิดจากการใช้กัญชาของแต่ละคนก็ต่างกันด้วย การใช้กัญชาทางการแพทย์จึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งเนื่องจากยังไม่มีงานวิจัยที่เป็นการศึกษาทดลองอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการใช้กัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย


ในต่างประเทศการใช้กัญชาเป็นยารักษาโรคไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ที่ผ่านมากัญชาถูกจัดอยู่ในกลุ่มสารเสพติดประเภทที่ 5 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พุทธศักราช 2522 ประเทศไทยจึงยังไม่มีการใช้ยาแผนปัจจุบันที่ผลิตจากกัญชาอย่างเป็นทางการ ข้อมูลผลกระทบการใช้กัญชาทางการแพทย์ยังต้องอาศัยแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่มาจากงานวิจัยในต่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและต้องเก็บข้อมูลอีกมาก การศึกษาส่วนใหญ่เป็นเพียงการทบทวนผลการศึกษาและใช้ข้อมูลจากความรู้สึกของผู้ป่วย แหล่งข้อมูลส่วนใหญ่ได้จากการทดลองระยะสั้นในกลุ่มอาสาสมัครขนาดเล็ก การประกาศพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พุทธศักราช 2562 ที่มีการแก้ไข อนุญาตให้มีการใช้กัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทยได้ จึงเป็นผลดีต่อการศึกษาการนำสารประกอบในกัญชาไปผลิตเป็นยาช่วยรักษาผู้ป่วยเฉพาะโรคต่อไป



อันตรายและผลข้างเคียงจากการใช้กัญชา

กัญชามีสารประกอบหลายชนิด ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายและทำให้กัญชากลายเป็นหนึ่งในสารเสพติดที่เป็นที่นิยมในกลุ่มนักเสพคือ THC (Tetrahydrocannabino) ที่ทำให้เกิดอาการมึนเมา เนื่องจาก THC ออกฤทธิ์โดยตรงต่อจิตและระบบประสาท เมื่อเสพกัญชาเข้าไปไม่ว่าโดยวิธีใด สาร THC จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและสมองอย่างรวดเร็ว โดยอาการพบได้บ่อยได้แก่ เลื่อนลอย ซึมเศร้า สับสน ประสาทหลอน กระสับกระส่าย ตื่นเต้น เวียนศีรษะ ปากแห้ง เป็นต้น


สารประกอบในกัญชาที่ได้รับความสนใจในการนำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์คือ CBD (Cannabidiol) เนื่องจากมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่หลากหลาย แต่การนำกัญชาเข้าสู่กระบวนการสกัดและผลิตเป็นตัวยาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากกัญชาที่มี CBD สูงพอที่จะนำมาใช้ในอุตสาหกรรมยาได้หรือเรียกว่าเป็น Medical grade นั้นเป็นกัญชาสายพันธุ์ที่หายาก การปลูกกัญชาเกรดดีเพื่อการแพทย์ต้องอาศัยอุปกรณ์และขั้นตอนการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ เกษตรกรทั่วไปไม่สามารถเพาะปลูกเองได้เนื่องจากต้นทุนในการเพาะปลูกสูง อีกทั้งกัญชาเป็นพืชที่ดูดซึมโลหะหนักในดินได้ดี การปลูกกัญชาทั่วไปจึงทำให้ได้กัญชาที่มีส่วนประกอบของโลหะหนักมากเกินกว่าที่มาตรฐานทางยากำหนด 



กัญชามีหลายสายพันธุ์ ที่พบบ่อยมีอยู่ด้วยกัน 3 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ Cannabis sativa, Cannabis indica, และ Cannabis ruderalis กัญชาที่พบปลูกในแปลงของเกษตรกรรายย่อยส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ที่ให้สาร THC เข้มข้นมากกว่า CBD ทำให้ที่ผ่านมาการลักลอบปลูกกัญชามีเหตุผลใช้เพื่อการเสพเพื่อการผ่อนคลายและทำให้มึนเมามากกว่าเหตุผลทางการแพทย์ ในกัญชาแห้งสามารถพบ THC ได้ถึงร้อยละ 3-16 โดยน้ำหนัก แต่หากมีการเตรียมกัญชาในรูปแบบน้ำมัน (butane hash oil) จะทำให้ความเข้มข้นของ THC เพิ่มขึ้นได้ถึงร้อยละ 80 



การนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์

ประเด็นสำคัญของการนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ คือการคำนึงถึงประโยชน์ต่อผู้ป่วยเป็นหลัก และการเฝ้าระวังอาการที่ไม่พึงประสงค์จากการใช้กัญชาทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำกัญชามาใช้ในเด็กต้องใช้ด้วยความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เนื่องจากสารเสพติดในกัญชาอาจส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กได้


อย่างไรก็ตาม กัญชายังคงถูกจัดเป็นสารเสพติดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พุทธศักราช 2562 การใช้กัญชาเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากเหตุผลทางการแพทย์ การมีกัญชาไว้ในครอบครองในปริมาณที่มากเกินกว่ากฏหมายกำหนดหรือมีเพื่อการค้าถือว่าผู้ครอบครองกัญชามีความผิดตามกฏหมาย ถึงจะมีการแก้ไขกฏหมายอนุญาตให้มีการปลูกกัญชาได้แต่ประชาชนทั่วไปยังไม่จัดอยู่ในกลุ่มผู้ที่มีสิทธิ์ปลูกกัญชาได้เอง หากในอนาคตมีผลการศึกษาที่เป็นงานวิจัยอย่างเป็นระบบถึงการใช้กัญชาในประเทศไทยมากขึ้นและผู้ป่วยสามารถใช้กัญชาทางการแพทย์ได้โดยไม่ขัดต่อข้อกฎหมาย จะเป็นก้าวแห่งการพัฒนาที่สำคัญของการใช้กัญชาทางการแพทย์ สามารถลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้ายาที่เป็นสารสกัดหรือสารสังเคราะห์กัญชาจากต่างประเทศลงได้ รวมถึงลดการนำเข้ายาอื่นๆที่สามารถใช้กัญชารักษาแทนได้เช่นกัน 



สำหรับกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลว่ากัญชาหรือน้ำมันกัญชาใช้ได้ดีในการรักษามะเร็งกระทั่งมีผู้ป่วยบางรายปฏิเสธการรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันและหันไปหากัญชามาใช้เองอย่างผิดวิธี ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางวิชาการที่น่าเชื่อถือเพียงพอในการสนับสนุนประเด็นดังกล่าว ผู้ป่วยและญาติไม่ควรหากัญชามาใช้ด้วยตนเองเพราะอาจเกิดอันตรายต่อผู้ใช้และเสี่ยงมีความผิดตามกฏหมายได้ เคยมีผู้ป่วยหลายรายที่ได้ทดลองใช้น้ำมันกัญชาแล้วเกิดอาการใจสั่น วิงเวียน ปากแห้ง ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากการลักลอบทดลองใช้กัญชาด้วยตนเอง บางรายถึงกับทำให้อาการของโรคที่เป็นอยู่เดิมหนักขึ้น ดังนั้นจึงถือเป็นโอกาสที่ควรเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้กัญชาอย่างเหมาะสม ส่งเสริมให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้ทำการเร่งศึกษาวิจัยในการนำสารสกัดจากกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ในขนาดและปริมาณที่เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วย เพื่อพัฒนาโอกาสการใช้กัญชาทางการแพทย์ช่วยในการรักษามะเร็งและโรคอื่นๆต่อไป
NEXT ARTICLE Next Post
This Is The Oldest Page
NEXT ARTICLE Next Post
This Is The Oldest Page
 

Delivered by FeedBurner